Menu Close

ศึกรักพิชิตบัลลังก์ (General and I)

ละคร "ศึกรักพิชิตบัลลังก์" (General and I) ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง "孤芳不自赏" (A Lonely Fragrance Waiting to be Appreciated) ของนักเขียนหญิงนาม  "เฟิงน่ง" (ชื่อนิยายภาษาไทยคือ  "จอมนางคู่บัลลังก์" แปลโดย "หลินโหม่ว") เนื้อหากล่าวถึงเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นท่ามกลางไฟสงครามระหว่าง "ฉูเป่ยเจี๋ย" (เจิ้นเป่ยหวัง) แม่ทัพชายหนุ่มผู้เก่งกาจและอาจหาญแห่งแคว้นจิ้น กับ "ไป๋พิงถิง" สาวใช้ผู้รอบรู้ ชาญฉลาด และมากความถนัดแห่งจวนจิ้งอันหวังในแคว้นเยียน ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็น "หนี่ว์จูเก่อ" หรือ "จู่เก่อหญิง" (จูเก่อ เป็นชื่อสกุลของ "ขงเบ้ง")

จิ้น, เยียน, เหลียง และไป๋หลาน เป็นสี่แคว้นที่เปิดศึกรบรากันไม่รู้จักจบสิ้น ในบรรดาแคว้นทั้งสี่ แคว้นจิ้นถือว่าแกร่งและมีอำนาจมากที่สุด โดยแคว้นจิ้นมี "เจิ้นเป่ยหวัง" ยอดขุนพลผู้เก่งกล้าเป็นกำลังหลักของบ้านเมือง เจิ้นเป่ยหวังคนที่ว่านี้มีนามว่า "ฉูเป่ยเจี๋ย" เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เรืองอำนาจ อาจหาญ เชี่ยวชาญด้านกลศึก ทั้งยังเป็นยอดความสามารถและยอดนักรบที่เก่งกล้าเกินใคร นั่นจึงทำให้อีกสามแคว้นต่างหวั่นเกรง ด้านแคว้นเยียนมีแม่ทัพใหญ่วัยชรา "จิ้งอันหวัง" และบุตรชายนาม "เหอเสีย" เป็นเสาหลักของบ้านเมือง ในจวนจิ้งอันหวังมีสาวใช้ที่ไม่ธรรมดานางหนึ่งชื่อ "ไป๋พิงถิง" แม้ได้ชื่อว่าเป็นสาวใช้ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณนั้นหรูหราสุขสบายกว่าคุณหนูบางบ้านด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะคุณเป็นผู้มีปัญญา ฉลาดปราดเปรื่อง และรอบรู้สรรพวิชา คุณไม่เพียงมีทักษะด้าน ดนตรี บทกวี เย็บปัก ฯลฯ แต่ยังเป็นกุนซือที่ช่วยเหอเสียวางกลยุทธทางการทหารและยุทธวิธีการรบอีกด้วย 

* "เจิ้นเป่ยหวัง" เป็นบรรดาศักดิ์ของ "ฉูเป่ยเจี๋ย" (แซ่ "ฉู่" ชื่อ "เป่ยเจี๋ย") 
* "จิ้งอันหวัง" เป็นบรรดาศักดิ์ของแม่ทัพ "เหอเซิ่ง" ส่วน "เสี่ยวจิ้งอันหวัง" หรือ "จิ้งอันหวังน้อย" เป็นคำที่ผู้คนเรียกขาน "เหอเสีย" (บุตรชายของจิ้งอันหวัง) อย่างยกย่อง

หลังพิงถิงช่วยเหอเสียวางกลศึกจนทัพนับแสนของแคว้นจิ้นแตกพ่าย จวนจิ้งอันหวังก็ยิ่งมีคุณความดีความชอบ มีอำนาจทางการทหารมากขึ้น ทั้งยังเป็นที่รักและศรัทธาของประชาชน นั่นจึงทำให้ "มู่หรงซู่" ที่พึ่งครองตำแหน่ง "เยียนหวัง" (เจ้าครองแคว้นเยียน) ได้ไม่นานเกิดความหวาดระแวง เขากล่าวหาเหอเสียว่าเป็นกบฏและสั่งกำจัดทุกคนในจวนจิ้งอันหวังทั้งที่เหอเสียเพิ่งจะมีชัยกลับมา พิงถิงกับเหอเสียจำต้องแยกกันหลบหนี แม้รอดตายมาได้แต่เหอเสียต้องสูญเสียทั้งบิดามารดาในคราเดียว (ทั้งคู่ปลิดชีพตนเอง) เหอเสียคิดว่าฉูเป่ยเจี๋ยฆ่าบิดาตนจึงบังเกิดความโกรธแค้น ฉูเป่ยเจี๋ยบังเอิญพบพิงถิงในสภาพบาดเจ็บจึงช่วยคุณเอาไว้ ครั้นพบว่าปิ่นหยกของมารดาอยู่ที่พิงถิงเขาจึงรู้ว่าคุณเป็นรักแรกที่เฝ้าตามหา (เขาเคยมอบปิ่นหยกอันนี้ให้เด็กผู้หญิงที่เคยช่วยชีวิตตนและมารดาเมื่อยี่สิบปีก่อน) 

ในที่สุด ฉูเป่ยเจี๋ยกับพิงถิงก็มีใจให้กัน แต่การที่เป็นคนต่างแคว้นและมีบุญคุณความแค้นต่อกัน ความรักทั้งสองจึงไม่ราบรื่น แถมทั้งคู่ยังตกอยู่ในวังวนของศึกรักศึกรบไม่รู้จักจบสิ้น เพราะความแค้นบังตาเหอเสียจึงเปลี่ยนเป็นคนใจโฉดและกระหายสงคราม พิงถิงไม่อาจทนเห็นแผ่นดินลุกเป็นไฟจึงจับมือฉูเป่ยเจี๋ยทำศึกกับเหอเสียหมายให้เป็นสงครามครั้งสุดท้ายและนำพาความสงบสุขมาสู่ใต้หล้า

เนื้อหาตอนที่หนึ่ง

ละครเปิดฉากด้วยภาพแผนที่ของแคว้น จิ้น, เยียน, เป่ยเหลียง (เหลียงเหนือ) และไป๋หลาน ที่ต่างรบรากันไม่รู้จักจบสิ้นหมายแย่งชิงความเป็นใหญ่ – ในภาพ: บนซ้าย คือ เป่ยเหลียง (北凉), ตรงกลาง คือ ไป๋หลาน (白兰), ล่างซ้าย คือ เยียน (燕) [ถ้าออกเสียง "เยี่ยน" จะแปลว่า "นกนางแอ่น"] และ ล่างขวา คือ จิ้น (晋)

 

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อแคว้นจิ้นกับแคว้นเยียนเปิดศึกห้ำหั่นกัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงกลางฤดูร้อนซึ่งในตอนนั้นแคว้นเยียนกำลังเผชิญวิกฤติภัยแล้งอย่างหนัก "เจิ้นเป่ยหวัง" แห่งแคว้นจิ้น นาม  "ฉูเป่ยเจี๋ย" (ฉายา "เทพสงคราม")  กรีธาทัพนับแสนไปยังป้อมปราการด้านทิศใต้ของแคว้นเยียนอันเป็นที่ตั้งของเมืองปู๋ป่าน (ปกติแล้วเมืองนี้มีแม่น้ำปู๋เป็นปราการธรรมชาติแต่ยามนี้แล้งหนักแม่น้ำเลยเหือดแห้ง) "เสี่ยวจิ้งอันหวัง" แห่งแคว้นเยียน นาม "เหอเสีย" ได้รับมอบหมายให้มาปกป้องเมืองปู๋ป่านในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เขารู้ดีว่าสภาพการณ์ของข้างตนกลายเป็นรองทุกด้านจึงตั้งรับอยู่บนป้อมระหว่างรอทัพหนุนด้วยใจจดจ่อ

ขณะตั้งทัพเผชิญหน้าศัตรูริมฝั่งแม่น้ำที่เหือดแห้ง "ฉู่โม่หราน" (แม่ทัพคนสนิทของฉูเป่ยเจี๋ย) กล่าวอย่างย่ามใจว่า ยามนี้แม่น้ำปู๋เหือดแห้ง ไม่ว่าอะไรก็ขวางทัพนับแสนของพวกตนไม่อยู่ เช่นนี้แล้วเมืองปู๋ป่านควรต้องถูกทัพของพวกตนตีแตกในชั่วพริบตา ครั้นคิดว่าบนป้อมปราการของแคว้นเยียนมีเพียงนายน้อยแห่งจวนจิ้งอันหวัง (หมายความว่า "เหอเสีย") เขาก็บ่นเสียดายที่ "จิ้งอันหวัง" (บิดาเหอเสีย) ไม่อยู่ที่นี่ ฉูเป่ยเจี๋ยกล่าวว่า "พ่อเสือไม่มีลูกเป็นสุนัข" เขาเตือนโม่หรานว่าอย่าประเมินเหอเสียต่ำไป  เหอเสียโด่งดังเลื่องลือตั้งแต่เยาว์วัยและสร้างผลงานใหญ่ให้แคว้นเยียนมานานแล้ว ดังนั้นห้ามประมาทโดยเด็ดขาด

ทันใดนั้นก็มีรถม้าแล่นเข้าไปในเมืองปู๋ป่าน หลัง "ลู่เคอ" แถลงการณ์ว่า "ไป๋พิงถิง" มาที่นี่ เหอเสียจึงรีบไปพบคุณทันที พิงถิงเดินถือฉิน (เครื่องสายโบราณ) เข้าไปหาเหอเสียด้วยสายตาที่มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และไม่มีทีท่าหวั่นเกรงแม้แต่น้อยทั้งที่อยู่ในห้วงสงคราม ครั้นถูกถามว่าทัพหนุนมาถึงหรือยัง ไป๋พิงถิงจึงกล่าวให้ทุกคนได้ยินว่าทหารหนึ่งแสนนายจะมาถึงในไม่ช้า พูดจบคุณก็ขอคุยกับเหอเสียตามลำพัง (คุณเรียกเขาว่า "นายน้อย") ที่แท้ "เยียนหวัง" (เจ้าครองแคว้นเยียน) ไม่ยอมส่งทัพหนุนมาให้ตามที่ร้องขอ ซ้ำยังมีบัญชาให้เหอเสียปกป้องเมืองปู๋ป่านด้วยชีวิต เหอเสียได้ยินแล้วรู้สึกหนักใจ เขาบ่นว่าตนมีทหารในมือแค่แปดพันนายแต่ศัตรูที่อยู่ตรงหน้ามีกำลังนับแสน เช่นนี้แล้วจะสู้ศึกได้อย่างไร พิงถิงบอกให้เหอเสียวางใจเพราะคุณมีแผนรับมือ จากนั้นก็เล่าแผนการให้ฟัง 

เหอเสียทำตามแผนของผิงถิงโดยเป็นข้างเริ่มเปิดศึกแทนที่จะตั้งรับ เขาขี่รถม้าศึกออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูนับแสนโดยหยุดอยู่ริมสะพานผ่านแม่น้ำ (อันเหือดแห้ง) อีกฝั่ง  จากนั้นก็ท้าประลองกับฉูเป่ยเจี๋ยแบบตัวต่อตัวก่อนเปิดศึกใหญ่  โม่หรานเตือนฉูเป่ยเจี๋ยว่าเหอเสียกำลังยั่วยุและล่อให้เขาออกไป ทั้งยังบอกด้วยว่าเหอเสียเป็นคนมากเล่ห์เพทุบาย  ฉูเป่ยเจี๋ยกล่าวว่า "การศึกมิหน่ายเล่ห์" (ในการทำศึกต่างข้างย่อมต้องใช้กลอุบายหลอกล่อศัตรู) และรับคำท้าทันที พิงถิงซึ่งอยู่บนป้อมปราการเตรียมบรรเลงเพลงฉิน ที่แท้คุณจะใช้ท่วงทำนองเพลงเป็นอาณัติสัญญาณในการเดินเกมรบ (ให้เหอเสียฟังสัญญาณจากคุณ) ก่อนหน้านี้คุณสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้าแล้วพบว่าวันนี้จะมีฝนตกหนักนอกเมืองตอนใกล้เที่ยง คุณจึงคิดแผนให้เหอเสียลวงฉูเป่ยเจี๋ยไปต่อสู้รอบๆทางน้ำ วิธีนี้จะทำให้ทัพศัตรูแตกพ่ายโดยที่พวกตนไม่ต้องสู้รบ

 

เมื่อฉูเป่ยเจี๋ยและเหอเสียควบรถม้าศึกเข้าโรมรันกันกลางสะพานไม้ (สะพานผ่านแม่น้ำ) พิงถิงจึงเริ่มบรรเลงเพลง ฉูเป่ยเจี๋ยทำลายล้อรถม้าศึกของเหอเสียแล้วเหวี่ยงทั้งคนและรถลงจากสะพาน หลังจากนั้นเหอเสียก็เงียบหายไป ฉูเป่ยเจี๋ยไม่ตามลงไปดู เขากระโดดเหยียบหลังม้าแล้วยืนสังเกตการณ์จากด้านบน ในตอนนั้นท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยน เมื่อฉูเป่ยเจี๋ยเงยหน้ามองฟ้าก็พบว่าเมฆฝนดำทะมึนกำลังเคลื่อนตัวเผ่านาพร้อมสายลม เหอเสียฉวยโอกาสโจมตีฉูเป่ยเจี๋ยโดยพุ่งตัวขึ้นมาจากใต้สะพาน เมื่อพิงถิงเร่งท่วงทำนองเพลงฉิน เหอเสียก็เข้าปะทะกับฉูเป่ยเจี๋ยอย่างดุเดือดตามท่วงทำนอง ทันใดนั้นก็เริ่มมีฟ้าร้องฟ้าผ่า โม่หรานแหงนหน้ามองฟ้าก่อนกวาดตามองป้อมปราการของแคว้นเยียน ครั้นผ้าม่านพลิ้วไหวโม่หรานจึงพบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งบรรเลงเพลงฉินในศาลาที่อยู่บนป้อม เขารู้สึกได้ว่าท่วงทำนองที่คุณบรรเลงมีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงจึงยิงธนูใส่ทันที ปรากฏว่าลูกธนูพุ่งเฉียดใบหน้าของพิงถิงก่อนปักลงบนเสา พิงถิงเหลือบมองลูกธนูอย่างไม่สะทกสะท้านและยังคงบรรเลงเพลงต่อไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง

ครั้นพายุฝนเริ่มโหมกระหน่ำทำนองเพลงฉินก็ยิ่งเร่งเร้า ฉูเป่ยเจี๋ยรู้ว่าเหอเสียมีแผนการบางสิ่งแต่ยังคงต่อสู้ท่ามกลางสายฝนอย่างห้าวหาญ ครั้นเหอเสียพลัดตกสะพานอีกทีฉูเป่ยเจี๋ยจึงตามลงไปฟาดฟันที่ใต้สะพานทันที เมื่อถึงเวลา (มวลน้ำปริมาณมหาศาลไหลบ่าลงมาตามทางน้ำ) พิงถิงก็บรรเลงเพลงอย่างกระแทกกระทั้น เหอเสียรีบกระโจนขึ้นหลังม้าที่อยู่บนสะพานและท้าท้ายฉูเป่ยเจี๋ยว่า "ถ้าแน่จริงก็ตีเมืองให้แตก" ก่อนควบม้าเข้าประตูเมืองตามแผน ฉูเป่ยเจี๋ยยืนมองเหอเสียอย่างครุ่นคิด แต่โม่หรานดันสั่งให้ทหารตีเมืองปู๋ป่านทันที ทัพหน้าของแคว้นจิ้นจึงดาหน้าไปยังป้อมปราการของแคว้นเยียน ครั้นพบว่าทหารเยียนนิ่งผิดปกติ แถมพิงถิงยังคงบรรเลงเพลงฉินอย่างต่อเนื่องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉูเป่ยเจี๋ยจึงรู้สึกสังหรณ์ใจ ครั้นกวาดตามองโดยรอบและพบว่าน้ำป่าอันเชี่ยวกรากกำลังไหลบ่าลงมาตามแนวแม่น้ำ เขาจึงสั่งให้ทหารหยุดเคลื่อนทัพทันที เพียงชั่วพริบตาแม่น้ำที่เหือดแห้งก็เปลี่ยนเป็นสายน้ำอันเชี่ยวกราก เหล่าทหารที่อยู่บนทางน้ำจึงถูกกระแสน้ำพัดพาและกลืนร่างหายไป

โม่หรานรีบขี่ม้ามารับฉูเป่ยเจี๋ยก่อนที่สะพานไม้จะพังถล่ม  พิงถิงออกมายืนดูผลงานของตนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ฉูเป่ยเจี๋ยทำได้เพียงยืนมองทหารของตนถูกกระแสน้ำพัดพาไป แม้หยุดยั้งทัพใหญ่ (ทัพหลวง) เอาไว้ได้แต่เขาก็สูญเสียทัพหน้าไปไม่น้อย  เขาเงยหน้ามองหญิงสาวที่อยู่บนป้อม (เขาเห็นหน้าคุณไม่ชัดเพราะระยะทางไกลและฝนตก)  พลางเปรยว่ายังเร็วไปที่จะบอกว่าใครชนะศึกนี้ ฉูเป่ยเจี๋ยสั่งให้โม่หรานนำทัพใหญ่ไปตั้งค่ายห่างจากที่นี่ 10 ลี้ (5 ก.ม.) หลังตั้งค่ายเสร็จแล้วค่อยไปพบตนที่เมืองฉางจื่อ (ของแคว้นเยียน) ตามลำพัง

เหอเสียกล่าวชมพิงถิงที่พยากรณ์ฝนฟ้าได้อย่างแม่นยำและนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันท่วงที แต่ทว่าพิงถิงยังคงไม่วางใจ แม้ทัพจิ้นล่าถอยไปแล้วแต่คุณรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล คุณสงสัยว่าทำไม "เยียนหวัง" (เจ้าครองแคว้นเยียน นาม "มู่หรงซู่") ถึงส่งนายน้อยของตน (เหอเสีย) มาสู้ศึกที่ไม่มีโอกาสชนะ แต่เหอเสียไม่ใส่ใจเพราะมองว่าไหนๆ พิงถิงก็ช่วยตนคิดแผนจนทัพจิ้นแตกพ่าย พิงถิงตั้งข้อคิดเห็นว่าฉูเป่ยเจี๋ยถอนทัพเร็วและง่ายดายเกินไปซึ่งการทำเยี่ยงนี้ผิดวิสัยของเขา เหอเสียยอมรับว่าฉูเป่ยเจี๋ยเป็นแม่ทัพที่ยากต่อกร ต่อให้บิดาตนอยู่ในช่วงที่แกร่งสุดๆ ยังมีโอกาสรบชนะเพียงครึ่ง พิงถิงชี้ว่าแม้อุบายน้ำท่วมจะใช้ได้ผล แต่นั่นเป็นกลศึกที่ได้มาเพราะโชคช่วยมากกว่า เทพสงครามในตำนานอย่างฉูเป่ยเจี๋ยจะถอนทัพดื้อๆ เพราะโชคเข้าข้างศัตรูได้อย่างไร ที่สำคัญทัพหลวงของเขายังอยู่ดี ไม่มีอะไรเสียหาย ผิดกับพวกตนที่ไม่มีทัพหนุน หากฉูเป่ยเจี๋ยจัดกระบวนทัพใหม่แล้วรอให้สภาพการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ไม่เกินสามวันเขาต้องกลืนแคว้นพวกตนได้แน่ แต่เขากลับเลือกที่จะถอนทัพ คุณมองว่าการที่พวกตนชนะฉูเป่ยเจี๋ยอย่างง่ายดายเป็นอะไรที่น่าเคลือบแคลงจึงแนะเหอเสียว่าอย่าพึ่งกลับราชสำนัก แต่เหอเสียแย้งว่าคุณคิดมากเกินไป

อันที่จริงเหอเสียเข้าใจทั้งหมดที่คุณพูด แต่ถ้าเขาไม่กลับไปรายงานราชสำนักบิดามารดาเขาจะพลอยเดือดร้อน เหอเสียชี้ว่าเยียนหวังพึ่งขึ้นครองตำแหน่งได้ไม่นานจึงหวั่นเกรงสถานะในวังของมารดาตน (มารดาเหอเสียเป็นองค์หญิงและพี่สาวของเยียนหวัง มีบรรดาศักดิ์เป็น "จ่างกงจู่") เขาหวังให้ตนตายคาสนามรบจะได้ยึดอำนาจทางการทหารและจับกุมบิดามารดาตน ความจริงจวนจิ้งอันหวังของตนไม่สามารถเคลื่อนทัพมาสู้ศึกนี้ แต่พอเห็นบ้านเมืองมีภัยพวกตนเลยจำต้องส่งทหารมาปกป้อง ตนกำลังเผชิญทั้งศึกนอกศึกในแต่ทำได้เพียงเดินหน้าสู้และต้องเป็นข้างชนะแค่นั้นโชคดีที่ศึกครานี้ตนเป็นข้างชนะ ตนเชื่อว่าหากกลับไปพร้อมชัยชนะเยียนหวังคงไม่กล้าแตะต้องตน

ณ ท้องพระโรงแคว้นจิ้น (ตำหนักไท่จี๋)  "จิ้นหวัง" (เจ้าครองแคว้นจิ้น นาม "ซือหม่าหง") รู้สึกเดือดดาลหลังได้รับกล่าวว่าทัพนับแสนของฉูเป่ยเจี๋ยพ่ายให้กับศัตรูที่มีกำลังทหารเพียงแปดพันนาย เพราะฝนตกหนักและมีน้ำป่าไหลหลากทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เขาไม่พอใจที่ฉูเป่ยเจี๋ยสั่งถอยทัพกลางคันทั้งที่ยังไม่สู้รบโดยอ้างว่าไม่ต้องการฝืนเจตนาสวรรค์ "เซี่ยเหิง" (ตำแหน่ง "ไท่เว่ย" เป็นขุนนางข้างบู๊ที่มีตำแหน่งสูงสุด) รีบออกโรงแก้ต่างให้ฉูเป่ยเจี๋ย โดยบอกจิ้นหวังว่าฉูเป่ยเจี๋ยเป็นแม่ทัพที่รอบคอบและเชี่ยวชาญด้านกลศึก เขานำทัพสู้ศึกมานานหลายปีและไม่เคยปราชัยเลยสักครั้ง จึงไม่มีทางทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด ตนเชื่อว่าฉูเป่ยเจี๋ยต้องมีแผนอื่นในใจแน่ๆ ดังนั้นโปรดให้เวลาเขาอีกสักหน่อย ไม่แน่ว่าอาจมีการเปลี่ยนแผนก็เป็นได้ ถึงกระนั้นจิ้นหวังยังคงเจ็บใจที่ทัพนับแสนของแคว้นตนต้องมาพ่ายให้ทัพที่มีกำลังแค่แปดพันเพียงเพราะเกิดพายุฝน เขาโวยลั่นว่าถ้าแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ฉูเป่ยเจี๋ยป่านนี้ตนคงสั่งตัดหัวไปแล้ว

จิ้นหวังไม่สนว่าสิ่งที่ทหารของตนต้องเผชิญจะร้ายแรงหรือเสี่ยงอันตรายเพียงใด ต่อให้มีดตกลงมาจากท้องฟ้าดุจห่าฝน หรือสายน้ำที่ไหลหลากเป็นธาราพิษ ฉูเป่ยเจี๋ยก็ต้องนำทัพบุกไปพิชิตศัตรูให้จงได้ "จางซ่างซู" ("ซ่างซู" เป็นชื่อตำแหน่ง คือ ราชเลขาฯ) ได้ยินดังนั้นจึงแอบยิ้ม จิ้นหวังบอกให้เซี่ยเหิง (เซี่ยไท่เว่ย) ถ่ายทอดคำสั่งด่วนของตนไปให้ฉูเป่ยเจี๋ย โดยกล่าวว่า…ไม่ว่าฉูเป่ยเจี๋ยจะมีแผนการใดก็ตามให้รีบตีเมืองปู๋ป่านทันที จากนั้นให้บุกทะลวงเข้าไปตีเมืองฉางจื่อและยึดครองต้าเยียนให้ได้ในคราเดียว หากคราวนี้ทำพลาดอีกจะถูกลงโทษตามกฏทหาร ครั้นรู้ว่าฉูเป่ยเจี๋ยลอบเข้าไปในเมืองฉางจื่อตามลำพังหลังสั่งให้ทหารถอยทัพและตั้งค่ายห่างจากเมืองปู๋ป่าน 10 ลี้ (5 ก.ม.) จิ้นหวังก็ได้แต่นึกสงสัยว่าฉูเป่ยเจี๋ยมีแผนการอะไร

เยียนหวังจัดพิธีต้อนรับเหอเสียอย่างมากใหญ่ ทั้งยังออกมารอรับหน้าประตูชัยเต๋อเซิ่งเหมินพร้อม "เยียนหวังโฮ่ว" (ชายาเจ้าครองแคว้นเยียน นาม "เล่อเยี่ยน") เยียนหวังโฮ่วบ่นว่าทำไมต้องมากพิธีและให้เกียรติเหอเสียถึงเพียงนี้ ในเมื่อเขาเป็นเพียง 'หวังเยี่ย'* ที่อยู่นอกราชวงศ์ (คุณไม่นับเครือญาติกับเหอเสียแม้มารดาเหอเสียจะเป็นพี่สาวเยียนหวัง ที่สำคัญเขาเป็นคนสกุล "เหอ" ไม่ใช่สกุล "มู่หรง") เยียนหวังเหลือบมองพระชายาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ขณะที่ "เล่อตี๋" (บิดาเยียนหวังโฮ่ว) แอบส่งสายตาปรามเยียนหวังโฮ่วให้สงบปากสงบคำ

* "หวังเยี่ย" เป็นสรรพนามเรียกคนที่มีบรรดาศักด์หรือราชทินนามลงท้ายด้วยคำว่า "หวัง" แม้คำว่า "หวัง" จะใช้เรียกกษัตริย์และเจ้าครองแคว้น (อ๋อง) ในยุคศักดินา แต่คนที่ถูกเรียกว่าหวังเยี่ยไม่จำเป็นต้องมีเชื้อสายกษัตริย์ อาจเป็นขุนนางที่มีความดีงามความชอบและได้รับการปูนตำแหน่งศักดินา เช่น บิดาของเหอเสียที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น "จิ้งอันหวัง" เป็นต้น 

ที่แท้กลางดึกคืนก่อนฉูเป่ยเจี๋ยลอบเข้าวังมาพบเยียนหวังหลังถอยทัพ เยียนหวังโวยว่าตนส่งเหอเสียไปทำศึกที่เมืองปู๋ป่านตามที่ได้ตกลงกับจิ้นหวังแล้ว นึกไม่ถึงว่าทัพนับแสนของฉูเป่ยเจี๋ยจะไม่มีปัญญาต่อกรกับทัพของเหอเสียที่มีกำลังพลเพียงแปดพัน  ฉูเป่ยเจี๋ยสวนกลับว่าเยียนหวังต้องเจ็บใจกว่าตนแน่ที่เหอเสียเป็นข้างรบชนะ จากนั้นก็เสี้ยมว่ายามนี้จวนจิ้งอันหวังได้สร้างผลงานด้านการทหารอีกที ทุกคนในเมืองฉางจื่อต่างแซ่ซ้องยินดีกับชัยชนะครานี้ แต่ทว่าคนที่เหล่าราษฎรต่างพากันสรรเสริญคือจ่างกงจู่กับจิ้งอันหวัง มีใครบ้างที่นึกถึงเยียนหวัง ตอนนี้ครอบครัวจิ้งอันหวังสามารถครองใจอาณาประชาราษฎร์ แล้วเยียนหวังที่เพิ่งจะครองตำแหน่งมาหมาดๆ จะนั่งบัลลังก์อย่างวางใจได้อย่างไร

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เยียนหวังจัดฉากต้อนรับเหอเสียในวันนี้ ขณะออกมายืนรอหน้าประตูเมือง เยียนหวังได้เห็นภาพบาดตาว่ามีประชาชนแห่มารอต้อนรับเหอเสียตลอดสองข้างทาง แถมทุกคนยังพากันคุกเข่าคารวะและแซ่ซ้องเหอเสียด้วยความเคารพศรัทธา เขาจึงซ่อนความอิจฉาริษยาเอาไว้ภายใน เมื่อเหอเสียมาถึงและถูกปลดอาวุธตามธรรมเนียม เยียนหวังจึงยิ้มต้อนรับก่อนกล่าวยกย่องเหอเสียที่มีชัยกลับมา ทั้งยังชมว่าเหอเสียเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น จากนั้นก็ประกาศต่อหน้าคนทั้งเมืองว่าตนจะตบรางวัลอย่างงามให้เหอเสีย รางวัลที่ว่าคือสุรารสเลิศและกระบี่ล้ำค่า เยียนหวังมองเหอเสียดื่มสุราด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ทว่าดวงตากลับฉายแววอำมหิต หลังจากนั้นเขาก็ยื่นกระบี่ให้เหอเสีย เหอเสียเป็นนักรบย่อมนิยมชมชอบกระบี่แต่เขารู้สึกไม่วางใจเลยอ้างว่าขุนนางไม่สมควรถืออาวุธต่อหน้าเยียนหวัง เยียนหวังจึงบีบเหอเสียด้วยการชักกระบี่ออกจากฝักแล้วจ่อไปที่ลำคอของเหอเสีย

เหอเสียถึงกับหน้าถอดสีเพราะไม่รู้ว่าเยียนหวังกำลังเล่นลูกไม้อะไรกันแน่ แต่พอคิดว่ากระบี่ที่อยู่ตรงหน้าคือยอดกระบี่ 'โม่เฮย' ซึ่งเป็นของล้ำค่าหาใดปาน เหอเสียจึงอดยินดีปรีดาไม่ได้  เยียนหวังรู้หวังเหอเสียนิยมสุดยอดศาสตราจึงกล่าวว่า กระบี่โม่เฮยหล่อจากเหล็กดำที่ฝังอยู่ใต้น้ำแข็งนานนับพันปี บาดแผลที่เกิดจากคมกระบี่เล่มนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทำให้ยากต่อการรักษา แม้รอยบาดเล็กๆ ก็อาจทำให้ถึงตายได้ ครั้นเยียนหวังบอกให้ยอมรับกระบี่แต่โดยดี เหอเสียจึงชิงกระบี่ในมือเยียนหวังมากวัดแกว่ง (เฉียดลำคอเยียนหวัง) ก่อนทิ่มคืนสู่ฝัก จากนั้นจึงคุกเข่ารอรับ เยียนหวังฝืนยิ้มทั้งที่โกรธจนปากสั่น จากนั้นก็โยนกระบี่ให้เหอเสีย

เยียนหวังชวนเหอเสียเข้าวังไปดื่มฉลองด้วยกัน (เป็นแผนลวงฆ่าแบบปิดประตูตีแมวดังเช่นเหตุการณ์ "งานเลี้ยงที่หงเหมิน" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล) เหอเสียอ้างว่าตนเพิ่งจะชนะศึกกลับมาจึงขอกลับค่ายทหารเพื่อให้ดูแลทัพก่อน เยียนหวังจะรั้งตัวเหอเสียไว้แต่พิงถิงมาตามเหอเสียกลับจวนเสียก่อนโดยอ้างว่าจ่างกงจู่ (มารดาเหอเสีย) ล้มป่วยกระทันหัน เยียนหวังได้ยินกิตติศัพท์ของพิงถิงมานาน ทั้งยังรู้ว่าคุณเป็นกุนซือที่ช่วยให้เหอเสียเอาชนะทัพนับแสนของฉูเป่ยเจี๋ยจึงเรียกคุณเผ่านาหาใกล้ๆ และกล่าวชื่นชม เยียนหวังโฮ่ว (ซึ่งไม่เป็นที่โปรดปราน) ไม่สนสายตาห้ามปรามของบิดา คุณเดินเข้าไปหาพิงถิงและตั้งข้อคิดเห็นว่าในเมืองฉางจื่อมีคนแซ่ไป๋ไม่กี่คน คุณได้ยินว่าสมัยเจ้าครองแคว้นคนก่อนมีกุนซือคนหนึ่งชื่อ "ไป๋เหอยง" (บิดาพิงถิง) เขาเป็นผู้รอบรู้เช่นเดียวกับพิงถิง น่าเสียดายที่ถูกตัดสินว่าเป็นกบฏ เยียนหวังโฮ่วถามพิงถิงว่าเคยได้ยินเรื่องนี้ไหม พิงถิงตอบว่าตนเป็นเพียงสาวใช้ต้อยต่ำในจวนจิ้งอันหวังจึงไม่เคยได้ยินและไม่รู้จักคนที่เยียนหวังโฮ่วเอ่ยถึง จากนั้นก็ตัดบทด้วยการขออนุญาตพาเหอเสียกลับไปเยี่ยมมารดาที่ป่วยหนัก เยียนหวังไม่มีทางเลือกเลยจำต้องยอมอนุญาต

แต่พอหันหลังกลับเข้าประตูเมือง เยียนหวังก็สั่งให้ทหารองครักษ์สามพันนายที่อยู่ในวังตามไล่ล่าเหอเสีย โดยปรักปรำว่าเหอเสียลอบนำป้ายคำสั่งไปแอบอ้างบัญชาการทัพโดยพลการ และศึกที่เมืองปู๋ป่านแท้จริงแล้วเป็นการก่อกบฏ นอกจากนี้ เยียนหวังยังสั่งให้ทหารปิดล้อมจวนจิ้งอันหวังและฆ่าทุกคน…ยกเว้นพิงถิง

ที่แท้พิงถิงล่วงรู้ความคิดของเยียนหวังจึงเตรียมรับมือได้อย่างทันการณ์ ระหว่างเดินทางพิงถิงบอกเหอเสียว่ามารดาของเขาสบายดี หากเยียนหวังไม่ออกมารอรับเหอเสียนอกประตูเมืองคุณคงไม่กล้าโกหก คุณได้ข่าวว่าเยียนหวังเรียกระดมพลทหารองครักษ์สามพันนายในวังเลยคิดแผนการนี้ขึ้นมา เพราะหากเหอเสียเข้าวังมีหวังไม่รอดแน่  คุณกล่าวว่าตนอพยพคนในจวนทั้งหมดออกมาแล้วและกำลังจะพาเหอเสียไปพบครอบครัวบนยอดเขาอู๋เหล่า (ทั้งคู่ไม่รู้ว่ากำลังถูกฉูเป่ยเจี๋ยจับตาดูอยู่) เหอเสียสบโอกาสขอพิงถิงแต่งงาน เขากล่าวว่าแม้พิงถิงมีสถานะเป็นสาวใช้แต่ไม่มีใครในจวนมองพิงถิงเช่นนั้น เขาได้หารือกับมารดาแล้วและจะหาฤกษ์มงคลแต่งงานกับคุณหลังสภาพการณ์คลี่คลาย พิงถิงกล่าวว่าจวนจิ้งอันหวังชุบเลี้ยงคุณมาตั้งแต่เด็ก คุณเป็นลูกขุนนางที่มีความผิดติดตัว หากมารดาเหอเสียไม่รับตนไว้ คุณคงไม่มีชีวิตอยู่ตราบจนทุกวันนี้ พิงถิงตั้งมั่นว่าจะอุทิศตนเพื่อให้จวนจิ้งอันหวัง จึงคิดว่าการได้อยู่ในจวนตลอดไปไม่ว่าในสถานะสาวใช้หรืออนุ (เมีย) ล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคุณ เหอเสียลั่นวาจาว่าจากนี้ไปชีวิตของพิงถิงจะอยู่ในความดูแลของตน

ขณะจับตาดูรถม้าของเหอเสีย ฉูเป่ยเจี๋ยนึกถึงคืนที่ลอบเข้าไปพบเยียนหวัง เขาต้องการให้สองแคว้นจิ้น-เยียนสงบศึก หลังสู้รบกันอย่างยืดเยื้อมานานและมีผู้บาดเจ็บล้มตายเยอะๆ เขากล่าวว่าเยียนหวังพึ่งขึ้นครองตำแหน่งจึงอาจไม่รู้ว่าราษฎรของทั้งสองข้างต่างทุกข์ยากแสนเข็ญ ขืนยังคงสู้รบกันต่อไปเกรงว่าแคว้นเยียนศึกนอกยังไม่ทันจาง ศึกในจะปะทุขึ้นเสียก่อน เจ้าครองแคว้นที่ราษฎรสิ้นศรัทธาจะสูญสิ้นทุกสิ่ง (รวมทั้งแผ่นดิน) เช่นนี้แล้วพวกตนจะเปิดศึกคราวนี้จริงๆ หรือ เยียนหวังแย้งว่าตนให้โอกาสฉูเป่ยเจี๋ยแล้วและโทษฉูเป่ยเจี๋ยที่ไม่คว้าโอกาสนั้นไว้เอง ฉูเป่ยเจี๋ยแย้งกลับว่าตนไม่อยากเห็นผู้คนเดือดร้อนเพราะภัยสงครามอีก เขาชี้ว่าหากเยียนหวังกวาดล้างจวนจิ้งอันหวังให้สิ้นซากจะไม่มีคนจุดชนวนสงครามอีกต่อไป ตนรับรองได้ว่าหลังจากนั้นเยียนหวังจะครองตำแหน่งอย่างสงบสุข  (เขาจะไม่นำทัพมาตีแคว้นเยียน) เพียงเท่านี้ก็แก้ปัญหาได้ทั้งศึกนอกศึกใน เยียนหวังโวยว่าฉูเป่ยเจี๋ยจะบีบให้ตนเป็นคนลงมืองั้นหรือ ฉูเป่ยเจี๋ยชี้ว่าเรื่องภายในแคว้นเยียน เยียนหวังย่อมต้องรับผิดชอบ เขาเตือนว่าทัพตนตั้งค่ายห่างจากเมื่อปู๋ป่านสิบลี้ และทิ้งท้ายว่าจะรอฟังข่าวดี

โม่หรานรายงานฉูเป่ยเจี๋ยว่า เยียนหวังส่งพลซุ่มโจมตีออกจากวังแล้ว แต่ดูเหมือนจวนจิ้งอันหวังจะไหวตัวทันเลยพากันหนีไปตั้งหลักบนยอดเขาอู๋เหล่า ฉูเป่ยเจี๋ยเดาว่าคนที่ช่วยจวนจิ้งอันหวังคือกุนซือที่คาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ (และทำให้ทัพเขาแตกพ่ายเพราะน้ำหลาก) เขามองว่าลำพังเยียนหวังคงเอาไม่อยู่แน่เลยคิดยื่นมือช่วย เพราะขืนปล่อยให้ครอบครัวจิ้งอันหวังรอดชีวิตปัญหาจะยิ่งบานปลาย เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงสั่งให้โม่หรานเปลี่ยนเส้นทางรถม้าของเหอเสียโดยให้มุ่งตรงไปที่วังแทน 

ครั้นรู้สึกตัวว่ารถม้าวิ่งออกนอกเส้นทางเหอเสียจึงชักกระบี่ออกมาต่อสู้กับโม่หราน แต่สู้กันได้ไม่นานโม่หรานก็หนีไปดื้อๆ กว่าจะรู้สึกตัวว่าตกหลุมพรางรถม้าของเหอเสียก็วิ่งเข้าเขตวังแล้ว หัวหน้าทหารองครักษ์เห็นเหอเสียยืนถือกระบี่อยู่บนรถม้าจึงตะโกนบอกลูกน้องว่า เหอเสียถือกระบี่บุกเข้าวังหมายฆ่าเยียนหวัง เหอเสียพยายามอธิบายแต่ไม่เป็นผล ครั้นเห็นจวนจิ้งอันหวังถูกวางเพลิง พิงถิงจึงร้องบอกเหอเสียว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์ (ทหารกลุ่มนี้ได้รับคำสั่งให้มาฆ่าเหอเสียตั้งแต่ต้น) เหอเสียไม่อาจต้านทหารอย่างมากได้เพียงลำพังจึงพาพิงถิงขี่ม้าหนีไป เพื่อให้ชดเชยบุญคุณของจวนจิ้งอันหวัง พิงถิงจึงนำเสื้อคลุมของเหอเสียมาสวมแล้วล่อทหารไปอีกทางเพื่อให้เปิดทางให้เหอเสียหลบหนี คุณยืนกรานว่าจะทำเช่นนี้เพราะรู้ว่าเยียนหวังไม่ต้องการเอาชีวิตตน แต่สุดท้ายก็พิงถิงถูกธนูยิงเข้าที่กลางหลัง ก่อนพลัดตกจากหน้าผาและร่วงลงสู่ผิวน้ำ

ในที่สุด จิ้งอันหวัง (นาม "เหอเซิ่ง") และ จ่างกงจู่ (นาม "มู่หรงเหอเหริน") ผู้เป็นเมีย ก็เดินทางมาถึงยอดเขาอู๋เหล่า จิ้งอันหวังรู้สึกได้ว่ามีคนดักซุ่มอยู่จึงบอกให้จ่างกงจู่กลับเข้าไปนั่งในรถม้า ที่แท้ฉูเป่ยเจี๋ยมาดักรอจิ้งอันหวังบนยอดเขาอู๋เหล่าหมายทวงหนี้ชีวิต ทั้งนี้เมื่อสามปีก่อนตอนเกิดศึกจิ้น-เยียน จิ้งอันหวังเป็นข้างปราชัยแต่ฉูเป่ยเจี๋ยยอมไว้ชีวิตเขา ทั้งนี้เพราะจิ้งอันหวังสัญญาว่าตนและคนในจวนจะไม่ทำศึกอีก เพียงสองเดือนให้หลังจิ้งอันหวังกลับผิดสัญญา เขาเปิดศึกโจมตีและรุกรานแคว้นจิ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ราษฎรแคว้นจิ้นล้วนประสบเคราะห์กรรมด้วยน้ำมือจิ้งอันหวัง ฉูเป่ยเจี๋ยกล่าวว่าถ้าไม่เป็นเพราะสองสามปีมานี้จิ้งอันหวังล้มป่วยจนต้องวางมือ  ตนจะบุกทะลวงมาถึงเมืองปู๋ป่านได้อย่างไร ตนเชื่อว่าทางเดียวที่จะยุติสงครามและสร้างสันติสุขระหว่างสองแคว้นคือการกวาดล้างจวนจิ้งอันหวังให้สิ้นซาก ซึ่งเยียนหวังเองก็เห็นด้วยกับตนเพราะเขาอยากครองบัลลังก์อย่างมั่นคง ฉูเป่ยเจี๋ยกล่าวว่าตนมาที่นี่เพื่อให้ทวงหนี้ชีวิตที่ติดค้างกันเมื่อสามปีก่อน และนี่ก็เป็นเรื่องระหว่างตนกับจิ้งอันหวังเพียงแค่นั้นจิ้งอันหวังไม่มีทางเลือกจึงสั่งให้ "ตงจั๋ว" พาจ่างกงจู่หนีไป